โรค ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft lip and cleft palate)

y1  y2  y3  y4   y5   y6   y7

โรค ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft lip and cleft palate)

Created: Tuesday, 28 June 2016 Published: Tuesday, 28 June 2016

ภาวะ หรือ โรค ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft lip and cleft palate) เป็นความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า เป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบมากที่สุดอันหนึ่งของเด็ก และเป็นภาวะที่มีความบกพร่องหลายอย่างร่วมกัน เช่น

  • โครงสร้างของปากและใบหน้าผิดปกติ
  • ปัญหาในการดูดกลืนอาหาร
  • มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตช้า
  • ปัญหาในการพูด ได้แก่ พูดไม่ชัด เสียงขึ้นจมูก เสียงแหบ พูดฟังไม่รู้เรื่อง
  • หูน้ำหนวก
  • และการสบกันของฟันผิดปกติ

ทั้งนี้ ปัญหาเหล่านี้ มีผลกระทบต่อตัวเด็กเอง ต่อบิดามารดาและผู้ปกครองทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ การอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งของครอบครัวและของชาติ เนื่องจากเด็กต้องการดูแลรักษาซับซ้อนหลายอย่าง และต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการรักษาและฟื้นฟู เริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอย่างน้อยอายุ 21 ปี

ปากแหว่งเพดานโหว่

อุบัติการณ์ของการเกิดภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่

อุบัติการณ์/อัตราเกิด ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ โดยทั่วไปเกิดขึ้นประมาณ 0.30-2.65 คนต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน

สำหรับในประเทศไทย มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ประมาณ 1.01-2.49 คนต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุบัติการณ์สูงสุด (ในประเทศไทย) คือ มีประมาณ 2.49 รายต่อเด็กแรกเกิด 1,000 ราย ซึ่งประมาณการได้ว่า จะมีเด็กแรกเกิดใหม่ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราสูงถึงประ มาณ 700-800 รายต่อปี

ความแตกต่างของอุบัติการณ์ ทั้งในและต่างประเทศ มีช่วงค่อนข้างกว้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะเฉพาะของการศึกษา ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เชื้อชาติของประชากรที่ศึกษา พื้นที่ที่ศึกษา คำจำกัดความของชนิดของปากแหว่งเพดานโหว่ และ/หรือระบบการเก็บข้อมูล เป็นต้น

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เกิดร่วมกับภาวะอะไรได้บ้าง?

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการที่อาจเกิดร่วมกับภาวะผิดปกติอื่นๆของศีรษะและใบหน้าได้ (Craniofacial anomaly) เช่น ภาวะเอ็นใต้ลิ้นสั้น ภาวะกะโหลกศีรษะปิดเร็วกว่าปกติ และภาวะการแหว่งของใบหน้า เป็นต้น

อนึ่งภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่งที่มีโอกาสเกิดซ้ำได้ในลูกคนต่อไปสูงประมาณ 3-15% ขึ้นอยู่กับชนิดของปากแหว่งเพดานโหว่ (ถ้ามีเพดานโหว่ โอกาสลูกคนต่อไปจะมีเพดานโหว่จะสูงกว่าเด็กทั่วไป) และเพศของผู้ที่เป็น (ถ้าเด็กที่เกิดใหม่เป็นผู้ชาย โอกาสที่จะเกิดเพดานโหว่ สูงกว่าเด็กที่เกิดเป็นเพศหญิง)

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่มีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่นั้น แม้ว่าไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน แต่พบว่ามีอัตราสูงจากปัจจัยจากภายใน และปัจจัยจากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม คือ

  1. ปัจจัยจากภายใน คือ กรรมพันธุ์ ซึ่งพบว่า ภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับพันธุศาสตร์ได้ประมาณ 12-20% ของผู้ป่วยทั้งหมด
  2. ปัจจัยจากภายนอก หรือปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เป็นไปได้สูงถึงประมาณ 80-88% ของผู้ป่วย โดยปัจจัยภายนอกที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ได้แก่

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ก่อปัญหาอะไรบ้าง?

ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มีปัญหาในการดำรงชีวิตที่ซับซ้อนหลายอย่างซึ่งสรุปได้พอสังเขปดังนี้

  • ปัญหาการดูดกลืนอาหาร

    นอกจากนั้นยังมีการไหลย้อนของนมขึ้นไปในจมูก โดยผ่านช่องเพดานโหว่ขึ้นไปในช่องจมูก ทำให้ระคายเคืองจมูกหากให้ทารกดูดนมผสมจะเพิ่มการระคายเคืองมากกว่านมแม่ ทำให้ทารกกระสับกระส่าย ร้องไห้ กวนบ่อยและไม่อยากดูดนม

    ในทารกปากแหว่งเพดานโหว่ที่ไม่สามารถดูดนมแม่ได้เพราะทำให้เกิดสุญญากาศในปากไม่ได้ การดูดนมขวดจะต้องทำจุกรูนมให้ใหญ่ เพื่อทำให้น้ำนมไหลอย่างรวดเร็ว ทารกจะได้ไม่เหนื่อย แต่ทารกไม่สามารถควบคุมการไหลของนมได้ จึงต้องกลืนติดกันถี่ๆ ทำให้หายใจไม่ทันเกิดสำลักนมเข้าหลอดลม/เข้าปอด ส่งผลให้เกิดภาวะอาการเขียวคล้ำจากการขาดอา กาศ

    เด็กปากแหว่งเพดานโหว่มีความลำบากในการดูดกลืนอาหาร เนื่องจากไม่สามารถทำให้เกิดสุญญากาศในปากเพื่อดูดกลืนนมได้อย่างปกติ โดยจะใช้เวลาในการดูดนมนาน ทำให้เหนื่อยจากต้องสูญเสียพลังงานมาก มีการกลืนลมเข้าไปมากขณะดูดและกลืน เนื่องจากริมฝีปากปิดไม่สนิท โดยเฉพาะถ้าดูดจากจุกนมยาง ทำให้มีลมผ่านช่องว่างระหว่างริมฝีปากและหัวนมลงสู่กระเพาะอาหารมาก เป็นสาเหตุให้ทารกแน่นอึดอัดไม่สบายท้อง อิ่มนมเร็ว สำรอกและอาเจียนนมบ่อยจากลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ที่ดันขึ้นมา
  • ปัญหาการเจริญเติบโตช้า เนื่องจากเด็กปากแหว่งเพดานโหว่มีความลำบากในการดูดกลืนอาหารดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆช้าได้
  • ปัญหาทางเดินหายใจ ดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าเด็กปากแหว่งเพดานโหว่มีปัญหาดูดนมและการสำลักง่าย จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นเด็กเหล่านี้ มักมีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกของจมูก และของเพดานปาก จึงอาจทำให้ทางเดินหายใจบางส่วนอุดตัน จึงเกิดภาวะหายใจไม่สะดวกได้
  • ปัญหาการได้ยิน การสำลักบ่อยๆจากการดูดกลืนลำบาก จะทำให้มีการไหลย้อนของของเหลวผ่านท่อปรับความดันของหูชั้นกลางที่เชื่อมระหว่างคอหอยและหูชั้นกลาง ที่เรียกว่า ท่อ Eustachian tube (กายวิภาคและสรีรวิทยาของหู) ซึ่งท่อนี้ในเด็กจะมีความลาดชันน้อยกว่าในผู้ใหญ่ ของเหลวในปากจึงไหลเข้าไปในหูชั้นกลางได้ง่าย ทำให้เกิดหูน้ำหนวก (หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หูน้ำหนวก) ได้ง่ายกว่าเด็กปกติ จึงมีปัญหาทางการได้ยินตามมา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆโดยไม่ได้รับการรักษา อาจกลายเป็นการสูญเสียการได้ยินของประสาทหูเสื่อม ซึ่งพบเกิดได้ทุกช่วงอายุของบุคคลปากแหว่งเพดานโหว่ เพราะการรักษาโดยการเย็บซ่อมเพดาน อาจยังทำให้โครงสร้างส่วนนี้ไม่สมบูรณ์เช่นคนปกติทุกราย ซึ่งการสูญเสียการได้ยินนี้ จะมีผลต่อการพัฒนาภาษาและต่อการพูดโดยตรง
  • ปัญหาทางภาษาและการพูดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มักเริ่มพูดคำแรกที่มีความหมายช้ากว่าปกติ และมีการพัฒนาภาษาช้ากว่าวัย โดยมีความจำกัดในด้านการใช้คำศัพท์ ความยาวของประโยค ความสามารถทางจิตวิทยาภาษา และความยาวของประโยคที่ใช้ในการพูดสั้นกว่าคนปกติ เพราะเด็กเหล่านี้มีปัญหาทางการได้ยิน ขาดการกระตุ้นทางภาษาเท่าที่ควร และเพราะเด็กพูดไม่ชัด คนฟังไม่ค่อยเข้าใจ จึงมักมีปฏิกิริยาไม่ดีจากผู้ฟัง ทำให้เด็กไม่อยากพูด และเด็กมักมีความตั้งใจที่จะพูดสื่อความหมายกับผู้อื่นน้อยกว่าปกติ
  • ปัญหาการพูดไม่ชัด เสียงขึ้นจมูก เสียงแหบ พูดแล้วฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

    ความบกพร่องของการทำงานของเพดานอ่อนและผนังคอหอย ยังทำให้เด็กปากแหว่งเพดานโหว่พูดมีเสียงขึ้นจมูกลมรั่วทางจมูก และพูดเบาเพราะขาดแรงดันลมในปาก และเนื่องจากพลังงานของเสียงส่วนหนึ่งสูญเสียออกทางจมูกทำให้เด็กต้องชดเชยโดยการพยายามตะเบ็งเสียงพูดให้ดังขึ้น ส่งผลให้มีการบาดเจ็บของสายเสียง สายเสียงบวมและมีเลือด ออก และเกิดปุ่มนูนที่สายเสียงทำให้พูดเสียงแหบ

    เมื่อพูดไม่ชัด เสียงขึ้นจมูกมาก เสียงแหบ จึงทำให้การพูดโดยรวมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง และคนฟังไม่เข้าใจการพูด เพราะการพูดได้รับอิทธิพลจากตัวแปรหลายอย่างคือ การแปรเสียง การมีเสียงขึ้นจมูก ลมรั่วทางจมูก คุณภาพของเสียง ส่วนประกอบของเสียงพูด การเน้น สำเนียงการออกเสียง อัตราการพูด และเสียงวรรณยุกต์ เมื่อตัวแปรต่างๆ ที่ผิดปกติเหล่านี้มาประกอบกันจะส่งผลให้ภาษาพูดของบุคคลเพดานโหว่ยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เข้าใจมากขึ้น

    เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มักมีความผิดปกติของการสบกันของฟัน ฟันผิดปกติ ซึ่งมีผลทำให้พูดไม่ชัดได้อีกทางหนึ่ง เช่น ฟันหน้าบนไม่มี ทำให้พูดเป็นเสียง “ส ฟ” ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง ทำให้ขัดขวางการวางลิ้น จึงออกเสียง “ล ร ท น” ไม่ชัด และการที่ฟันสบกันผิดปกติ จากฟันล่างครอบฟันบน จึงทำให้เวลาพูด ลิ้นจะยื่นเลยฟันหน้าบน เป็นต้น เสียงพูดจึงผิดปกติได้อีกสาเหตุหนึ่ง

    เด็กปากแหว่งเพดานโหว่บางราย ยังมีความบกพร่องของการทำงานของเพดานอ่อนและของผนังคอหอย แม้จะได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมเพดานแล้วก็ตาม เมื่อออกเสียงพูดเสียงจะขึ้นจมูกมากกว่าคนปกติ โดยเกิดจากการชดเชยด้วยการพยายามใช้อวัยวะอื่นในช่องปากและลำคอช่วยเสริมการออกเสียงแทน ส่วนใหญ่จะใช้เสียง “ฮ ห อ” หรือเสียงนาสิก (Nasal sounds) คือ “ม น ง” แทนเสียงพูดอื่นๆ เช่น พูดว่า “ฮี่ฮำฮาน” แทน “พี่ทำงาน” พูดว่า “อ๊องไอโองเอียน” แทน “น้องไปโรงเรียน” หรือ พูดว่า “หม้องินน้ำไมมัวหมก” แทน “พ่อกินน้ำใบบัวบก” ฯลฯ
  • ปัญหาฟันผิดปกติเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มีความผิดปกติของโครงสร้างริมฝีปาก เพดาน และจมูก ทำให้มีความผิดปกติของโครงสร้างของฟันและการสบกันของฟัน เช่น ฟันล่างครอบฟันบน ฟันบนและฟันล่างไม่สบกัน ฟันขาดหายไป ฟันขึ้นผิดที่และผิดตำแหน่ง ซึ่งทำให้พูดไม่ชัดดังกล่าวแล้วข้างต้น
  • ปัญหาอื่นๆ เนื่องจากภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการที่เห็นชัดเจน จำเป็นต้องรักษาเป็นระยะเวลายาวนาน และในหลายด้าน แม้ว่าจะได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมโครงสร้างแล้วก็ตาม หากยังพูดไม่ชัดเสียงขึ้นจมูก เด็กจะมีปมด้อยในการเข้าสังคมเพราะหน้าตาและการพูดไม่ปกติ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมถดถอย ไม่อยากไปโรงเรียน ก้าวร้าว อารมณ์ไม่ดี ฯลฯ นอกจากนั้น การรักษาที่ยาวนาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก อาจก่อให้เป็นปัญหาด้านจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคมตามมา

รักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่อย่างไร?

เนื่องจากเด็กปากแหว่งเพดานโหว่มีปัญหาต่างๆหลายด้านดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ปัญหาของเด็ก การรักษาบำบัดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่

  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
  • กุมารแพทย์
  • นักแก้ไขการพูด
  • พยาบาล
  • ทันตแพทย์
  • โสต ศอ นาสิกแพทย์
  • นักโสตสัมผัสวิทยา
  • นักพันธุศาสตร์
  • วิสัญญีแพทย์
  • จิตแพทย์
  • รังสีแพทย์
  • นักจิตวิทยา
  • นักสังคมสงเคราะห์
  • กุมารแพทย์
  • ทันตแพทย์สำหรับเด็ก
  • ทันตแพทย์ประดิษฐ์
  • ผู้เชี่ยวชาญการวัดและประเมินโครงสร้างของใบหน้า
  • พยาบาลประสานงานในทีม

การดูแลรักษาของทีมสหสาขาวิชาชีพ จะเริ่มตั้งแต่ทราบว่าเด็กมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ จากวินิจฉัยขณะเด็กอยู่ในครรภ์ หรือ แรกคลอด โดยมีวัตถุประสงค์ในการรักษาเพื่อให้เด็กมีสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีการเจริญเติบโต จิตใจ และสังคมที่ดี จึงขอสรุปแนวทางการรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แนวทางการรักษาปากแหว่งเพดานโหว่ โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

อายุ การดูแลรักษา สหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
แรกเกิด การให้นม การประเมินความพิการ และให้ข้อมูล
  • กุมารแพทย์
  • ทีมสหสาขาวิชาชีพ
0-3 เดือน การดูแลเหงือกและจมูกก่อนผ่าตัด
  • ทันตแพทย์จัดฟัน
  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
3-4 เดือน การผ่าตัดซ่อมแซมริมฝีปากและจมูก ศัลยแพทย์ตกแต่ง
12 เดือน การผ่าตัดซ่อมแซมเพดาน
การผ่าตัดแก้วหูใส่ท่อระบายของเหลวในหูชั้นกลาง
  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
  • โสต ศอ นาสิกแพทย์
18-24 เดือน กระตุ้นพัฒนาภาษาและการพูด นักแก้ไขการพูด
4-6 ปี ประเมินผลการรักษา 5 ปี 
ประเมินความบกพร่องของเพดานอ่อนและคอหอย
  • ทีมสหสาขาวิชาชีพ
  • นักแก้ไขการพูด
  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
9- 11 ปี ประเมินผลการรักษา 10 ปี 
การจัดฟัน 
การปลูกถ่ายกระดูกของเหงือก
  • ทีมสหสาขาวิชาชีพ
  • ทันตแพทย์จัดฟัน
  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
  • ทันตแพทย์ศัลย ศาสตร์ช่องปากและขากรรไกร
18-21 ปี การจัดฟัน 

การแก้ไขรูปร่างจมูก การผ่าตัดกระดูกขากรรไกร
  • ทันตแพทย์จัดฟัน
  • ศัลยแพทย์ตกแต่ง
  • ทันตแพทย์ศัลยศาสตร์ช่องปากและขากรรไกร

ป้องกันภาวะปากแหว่งเพดานโหว่อย่างไร?

การป้องกันการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ทำได้โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่เป็นปัจจัยภายนอก โดยขณะมารดาตั้งครรภ์ควรงดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยาระหว่างตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร ทุกครั้ง การออกกำลังกายพอควรกับสุขภาพการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การลดความเครียด และที่สำคัญคือ ต้องรับประทานอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ โดยเฉพาะอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ และเน้นอาหารที่มีกรดโฟลิคสูง เช่น บรอคโคลี เมล็ดธัญพืช ตับ เป็นต้น

มารดา ควรได้รับวิตามิน บี 6 วิตามินบี 12 ธาตุสังกะสี และกรดโฟลิค ก่อนการปฏิสนธิในครรภ์ หรือก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 2 เดือน จนกระทั่ง 3 เดือนหลังการตั้งครรภ์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล เพื่อให้การเกิดการสร้างอวัยวะของโครงสร้างเพดานในตัวอ่อนของทารกในครรภ์ได้สมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ได้

ดังนั้นหากวางแผนจะตั้งครรภ์ มารดาควรปรึกษาแพทย์ในการใช้ยาวิตามินต่างๆ และกรด โฟลิคตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่อยู่แล้ว การมีลูกคนต่อไปควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์โดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

เมื่อเด็กยังไม่ได้ผ่าตัด จะดูแลเด็กปากแหว่งเพดานโหว่อย่างไร?

ถ้าไม่ได้เป็นการคลอดในโรงพยาบาล เมื่อพบว่าเด็กมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ควรรีบนำเด็กพบแพทย์เสมอ

เมื่อเด็กยังไม่ได้ผ่าตัด พ่อแม่จะได้รับคำแนะนำในการเลี้ยงดูบุตร เกี่ยวกับการให้นม การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันจากแพทย์ พยาบาล และมีการประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญในทีมปากแหว่งเพดานโหว่ เพื่อเตรียมความสมบูรณ์และความพร้อมของร่างกายเด็กสำหรับการผ่าตัด

นอกจากนี้พ่อแม่ควรเตรียมตัวเด็กก่อนการผ่าตัดด้วย การดูแลให้เด็กมีการเจริญเติบโตแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป ถ้าพบว่าเด็กตัวเล็ก น้ำหนักไม่ขึ้น ดูดนมไม่ได้ ซึม ต้องรีบปรึกษาแพทย์ รีบพบแพทย์ก่อนนัด

มารดาต้องเรียนรู้วิธีการให้นมอย่างถูกวิธี การให้นมจากเต้านมแม่โดยตรงแก่ทารกที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันปัญหาต่างๆได้ เพราะเนื้อของเต้านมแม่ยืดหยุ่น สามารถปรับรูปร่างไปปิดช่องรอยแหว่งและรอยโหว่ได้มากกว่าหัวนมยาง ทำให้ทารกสามารถอมหัวนมแม่ได้แนบสนิทกว่าหัวนมชนิดอื่นๆ ทำให้ลมมีโอกาสเข้าไปในช่องท้องได้น้อยกว่าวิธีอื่น

นอกจากนั้นการดูดนมแม่ ทารกสามารถควบคุมการไหลของน้ำนมแม่ได้เอง ทำให้ทารกลดปัญหาเรื่องการสำลักนมแม่และลดปัญหาเรื่องการกลั้นหายใจขณะดูดนม จึงลดโอกาสเกิดภาวะเขียวคล้ำขณะให้นมแม่

ถ้าหากมีความจำเป็นที่มารดาไม่สามารถเลี้ยงด้วยนมแม่จากเต้าได้ มารดาควรบีบน้ำนมแม่และเลือกชนิดของขวดนมตามคำแนะนำของ ทีมแพทย์และพยาบาล

ในคนโตแล้วที่ยังไม่ได้ผ่าตัดจะดูแลตนเองอย่างไร?

ในผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ที่โตแล้วแต่ยังไม่ได้ผ่าตัด จะมีปัญหาต่างๆหลายอย่าง ได้แก่ การมีหน้าตาที่พิการ การกินอาหารอาจไหลย้อนขึ้นจมูกในรายที่มีเพดานโหว่ การพูดจะไม่ชัดมาก มีปัญหาด้านการเรียนหนังสือ การเข้าสังคม และปัญหาด้านจิตใจตามมาเนื่อง จากหน้าตาผิดปกติและพูดผิดปกติ ในรายที่ยังไม่ได้รับการรักษาผ่าตัด ควรพบศัลยแพทย์เพื่อขอรับการผ่าตัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในระหว่างรอผ่าตัดควรดูแลตนเองด้านสุขภาพช่องปากและฟัน รับประทานอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนทุกวัน เพื่อเตรียมร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมในการผ่าตัด

หากเป็นผู้ป่วยเพดานโหว่ ควรระวังในการรับประทาน เพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนเข้าจมูก

เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ควรผ่าตัดตอนอายุเท่าไร?

สำหรับเด็กปากแหว่ง ควรได้รับการประเมินเพื่อวางแผนและเตรียมผ่าตัด ตั้งแต่อายุแรกเกิด และจะได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมริมฝีปากอายุประมาณ 3-6 เดือน โดยใช้กฎของ “10” ได้ แก่ อายุ 10 สัปดาห์ น้ำหนัก 10 ปอนด์ หรือ 4.5 กิโลกรัม และเม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน (He moglobin) 10 กรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป เหตุผล คือ โอกาสเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการให้ยาระงับความรู้ สึกและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อริมฝีปาก จะทำได้ยากกว่าในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน สำหรับเด็กที่ได้รับการรักษาโดยการจัดลักษณะเหงือกก่อนการผ่าตัด การซ่อมแซมจะทำที่อายุประ มาณ 4-6 เดือน

สำหรับเด็กเพดานโหว่ การผ่าตัดซ่อมแซมเพดาน มักทำเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายแข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าในเรื่องของปากแหว่ง และที่สำคัญเป็นช่วงที่เด็กเริ่มพูดคำแรก จึงเป็นการป้องกันการพูดไม่ชัด และไม่ติดนิสัยการพูดไม่ชัด และเสียงขึ้นจมูกผิดปกติไปจนโต

ผู้ใหญ่ที่ปากแหว่งเพดานโหว่ควรผ่าตัดหรือไม่? เมื่อไร?

ผู้ใหญ่ที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ ควรผ่าตัดซ่อมแซมเพดานโหว่ทันที เพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะการผ่าตัดจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างของใบหน้า การพูด และการเข้าสังคม แต่ผลการรักษาจะไม่ดีเท่ากับการผ่าตัดตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะรูปร่างของจมูกและริมฝีปากไม่สมบูรณ์เท่ากับเมื่อผ่าตัดในวัยเด็ก เพราะโครงสร้างการเจริญเติบโตของจมูก ริมฝีปาก และเพดานได้เจริญเติบโตเต็มวัยไปแล้ว

สำหรับการพูด จะดีขึ้นบ้างหลังผ่าตัด แต่ไม่ปกติ เนื่องจากผู้ใหญ่มักจะติดนิสัยการพูดผิดปกติ พูดไม่ชัด เสียงขึ้นจมูก และเสียงผิดปกติอื่นๆเป็นเวลานานจนทำให้ยากต่อการแก้ไข

การผ่าตัดมีผลข้างเคียงไหม? อยู่โรงพยาบาลนานประมาณกี่วัน?

ส่วนใหญ่การผ่าตัดไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง อาจมีการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดได้ หากดูแลความสะอาดแผลไม่ดี หรือมีเลือดจางๆปนกับน้ำลายซึ่งมักจะหายไปภายใน 1-2 วันหลังผ่าตัด

การผ่าตัดซ่อมแซมริมฝีปาก อาจต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน ส่วนการผ่าตัดซ่อมแซมเพดาน อาจต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลนานขึ้น คือต้องรอให้แผลผ่าตัดติดดีก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์

หลังจากแผลหายแล้ว แพทย์ที่ให้การรักษา จะดูแลให้เด็กเริ่มฝึกพูด เพื่อที่จะติดตามว่าเด็กสามารถพูดได้ชัดเจนหรือไม่ ซึ่งในบางราย อาจต้องทำการผ่าตัดซ่อมแซมเพิ่มเติม เช่น เกิดรูรั่วที่เพดานปาก หรือเกิดภาวะความบกพร่องของการทำงานของเพดานอ่อนกับผนังคอหอย ซึ่งมักจะประเมินอีกครั้งเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 4-6 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการทางภาษาและการพูดดีพอ ที่จะประเมินการทำงานของเพดานอ่อน และของผนังคอหอยขณะพูดได้

การผ่าตัดได้ผลอย่างไรบ้าง?

การผ่าตัดรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ส่วนใหญ่ได้ผลดีมาก มักไม่มีผลข้างเคียง หรือถ้ามี ก็ไม่รุนแรง

หลังผ่าตัดมีชีวิตปกติไหม? ต้องดูแลเด็ก หรือดูแลตนเองอย่างไร?

หลังผ่าตัดรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ผู้ป่วยจะมีชีวิตปกติ เพียงแต่ในระยะแรกหลังผ่าตัด ต้องจัดให้เด็กนอนหงาย แต่ศีรษะตะแคง เพื่อให้เสมหะ และเลือดไหลออกได้สะดวก ป้องกันการสำลัก และไม่ดูดเสมหะใกล้บริเวณแผลผ่าตัดเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนแผล

หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้แผลถูกกดทับ

ในเรื่อง อาหาร ให้ดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล เพื่อป้องกันการติดเชื้อของแผล แผลเลือดออก หรือ แผลแยก

เน้นดูแลเด็ก หรือตนเองในเรื่องสุขภาพช่องปากและฟัน ตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ จน กว่าแผลจะหายดี จึงจะสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน

หลังจากแผลหาย แพทย์ที่ให้การรักษาจะนัดเด็ก/ผู้ป่วยมาตรวจเพื่อดูแลแผล และเริ่มฝึกพูด ซึ่งส่วนใหญ่จะนัดให้มาหลังการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบมาโรงพยาบาลก่อนวันนัดเสมอ

สรุป

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการที่ส่งผลให้เกิดปัญหาหลายด้าน ซึ่งต้องการการดูแลในรูปแบบสหสาขาวิชาชีพตั้งแต่ที่วินิจฉัยได้ขณะมารดาตั้งครรภ์ หรือแรกเกิดในรายที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์

การดูแลรักษาบำบัดต้องทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จนกระทั่งการเจริญเติบโตทางร่างกายสมบูรณ์ที่อายุประมาณ 21 ปี

การรักษาดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือและประสานงานอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อร่วมกันวางแผนการดูแลรักษาและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กปากแหว่งเพดานโหว่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การป้องกันการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ สามารถทำได้ด้วยการให้วิตามินและกรดโฟลิคโดยปรึกษาและขอคำแนะนำได้จากแพทย์ และพยาบาล

อนึ่ง “ศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า” หากท่านมีคำถามเกี่ยวการดูแลรักษาในเรื่องของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ สามารถสอบถามเพิ่มเติม หรือสนใจบริจาคทุนสนับสนุนผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่ด้อยโอกาสได้ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการตะวันฉาย (ศูนย์ตะวันฉาย) หรือ มูลนิธิตะวันฉาย เพื่อผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่และพิการทางศีรษะและใบหน้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ. เมือง จ.ขอนแก่น 40002, โทร. 043-363123 หรือ 081-1851151 Fax : 043-202558 หรือ Website: http://www.tawanchai-foundation.org/

บรรณานุกรม

  1. Ratanasiri T, Junthathamrongwat N, Apiwanthanakul S, Wongkam C, Chowchuen B. The incidence of cleft lip and palate in Srinagarind Hospital,1990-1999. Sriagarind Med J. 2001;16:3-7.
  2. Ruangsitt C, Prasertsang P, Banpho Y, Lamduan W, Giathamnuay S, Nuwantha A. Incidence of cleft lip and palate in three hospitals in Khon Kaen. Khon Kaen: Department of orthodontics, Faculty of Dentistry, Khon Kaen University; 1993.
  3. Chowchuen B, Godfrey K. Development of a network system for the care of patients with cleft lip and palate in Thailand. Scand J Plast Reconstr Surg Hand Surg. 2003;37(6):325-31.
  4. Chuangsuwanich A, Aojanepong C, Muangsombut S, Tongpiew P. Epidemiology of cleft lip and palate in Thailand. Ann Plast Surg. 1998 Jul;41(1):7-10.
  5. Gupta K, Bansal P, Dev N, Tyagi SK. Smile Train project: a blessing for population of lower socio-economic status. J Indian Med Assoc. 2010 Nov;108(11):723-5.
  6. Hozyasz K, Chelchowska M, Surowiec Z. [Plasma vitamin A in mothers of children with orofacial clefts]. Ginekol Pol. 2004 Feb;75(2):139-44.
  7. Kelly D, O'Dowd T, Reulbach U. Use of folic acid supplements and risk of cleft lip and palate in infants: a population-based cohort study. Br J Gen Pract. 2012 Jul;62(600):466-72.
  8. Knott L, Hartridge T, Brown NL, Mansell JP, Sandy JR. Homocysteine oxidation and apoptosis: a potential cause of cleft palate. In Vitro Cell Dev Biol Anim. 2003 Jan-Feb;39(1-2):98-105.
  9. Krapels IP, Rooij IA, Wevers RA, Zielhuis GA, Spauwen PH, Brussel W, et al. Myo-inositol, glucose and zinc status as risk factors for non-syndromic cleft lip with or without cleft palate in offspring: a case-control study. BJOG. 2004 Jul;111(7):661-8.
  10. Lorente C, Cordier S, Bergeret A, De Walle HE, Goujard J, Ayme S, et al. Maternal occupational risk factors for oral clefts. Occupational Exposure and Congenital Malformation Working Group. Scand J Work Environ Health. 2000 Apr;26(2):137-45.
  11. Lorente C, Cordier S, Goujard J, Ayme S, Bianchi F, Calzolari E, et al. Tobacco and alcohol use during pregnancy and risk of oral clefts. Occupational Exposure and Congenital Malformation Working Group. Am J Public Health. 2000 Mar;90(3):415-9.
  12. Murthy J. Management of cleft lip and palate in adults. Indian J Plast Surg. 2009 Oct;42 Suppl:S116-22.
  13. Tolarova M, Harris J. Reduced recurrence of orofacial clefts after periconceptional supplementation with high-dose folic acid and multivitamins. Teratology. 1995 Feb;51(2):71-8.
  14. เบญจมาศ พระธานี. ปัญหาการพัฒนาภาษา การคิดรู้ และการเปล่งเสียง. ใน: บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, เบญจมาศ พระธานี, จารุณี ตันติยากุล,บรรณาธิการ. การดูแลแบบสหวิทยาการของผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของใบหน้า และกะโหลกศีรษะ ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ ออฟเซท; 2545. หน้า. 261-70.
  15. เบญจมาศ พระธานี. ความบกพร่องของการทำงานของเพดานอ่อนและผนังคอหอย. ใน: บวรศิลป์ เชาว์ชื่น, เบญจมาศ พระธานี, จารุณี รัตนยาติกุล, บรรณาธิการ. การดูแลแบบสหวิทยาการของผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของใบหน้า และกะโหลกศีรษะ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภันฑ์ ออฟเชท; 2545. หน้า. 271-314.
  16. เบญจมาศ พระธานี. ภาษา การพูด และการได้ยินของบุคคลปากแหว่งเพดานโหว่: การคัดแยก. ขอแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา; 2551.
  17. บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, เบญจมาศ พระธานี, สุธีรา ประดับวงษ์. คู่มือผู้ปกครอง แนวทางการดูแลรักษา. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา; 2554.
  18. บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, ผกาพรรณ เกียรติชูสกุล. อุบัติการณ์ สาเหตุ การป่องกัน. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา; 2554.
  19. บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, สมศักดิ์ กิจสหวงศ์, เบญจมาศ พระธานี, และคณะ. การดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่แบบทีมสหสาขาวิทยาการของศูนย์ปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ใน: บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น, เบญจมาศ พระธานี, จารุณี รัตนยาติกุล, บรรณาธิการ. การดูแลแบบสหวิทยาการของผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของใบหน้า และกะโหลกศีรษะ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ ออฟเซท; 2545. หน้า. 16-41.

 

111     intranet     222     333 444     555     666     777     888     999     000